ศศิ's profileBudgiePhotosBlogListsMore ![]() | Help |
|
January 02 ปีใหม่อีกแล้ว ปีใหม่มาถึงอีกแล้ว.....
และก็เป็นแบบนี้ทุกปี
ปีใหม่ทีไร...ความตั้งใจเพียบ
แต่นึกก่อนปีที่แล้วทำได้กี่อย่างกันน๊า
อิ..อิ..ไม่อยากนึก ได้ไม่ถึงครึ่ง .....เฮ้อ
แต่มีความตั้งใจก็ยังดีกว่าไม่มีเสียเลย...จริงมะ
ปีนี้ก็ตั้งใจไว้อีกเช่นกัน
อยากจะทำ......
อยากจะเป็น.......
แต่จะทำได้กี่อย่าง....
จะเป็นได้นานเท่าไหร่....
ก็ช่างมัน.....เถอะ
ถึงจะทำบ้างไม่ทำบ้าง
เป็นบ้างไม่เป็นบ้าง
เผลอออกนอกลู่นอกทางบ้าง
สัญญานะ ...สัญญากับตัวเองว่า
จะพยายามทำทุกอย่างให้ดีที่สุด
December 28 สวัสดีปีใหม่......2551
ลาก่อน.........
December 12 ฉันคือ...รถถังเคยเปรียบตัวเองกันมั๊ย
ว่าถ้าเปรียบตัวเองจะเปรียบกับอะไรดี
เราเปรียบตัวเองเหมือน
" รถถัง "
พร้อมที่จะชนได้ทุกเวลาและสถานการณ์
บางครั้งเราก็งงๆอยุ่เหมือนกัน
ว่าทำไมเราถึงนิสัยแบบนี้
เราจะยอมไม่ได้กับเรื่องที่ส่งผลกระทบ
ไม่ว่าจะกับครอบครัวหรือเพื่อน
ถ้าสิ่งนั้นเราไม่เป็นฝ่ายผิด
เราก็จะเดินหน้าชนไม่สนว่าหน้าอินทร์หน้าพรหม
ซึ่งบางครั้งมันไม่เกี่ยวอะไรกับเราเลย
แต่เราก็ชนทุกที
นิสัยแบบนี้เป็นมาตั้งแต่เด็ก
โตขึ้นมานิสัยแบบนี้ไม่เห็นจางหายไปเลย
แต่จะรอบคอบขึ้นบ้าง
ตัวฉัน คือ รถถัง
และคงจะเป็นรถถังตลอดไป
December 11 ปู้น....ปู้น....ฉึกฉัก....ฉึกฉักรถไฟ.......ปู้น.....ปู้น........ฉึกฉัก.........ฉึกฉัก...
เสียงวู๊ดรถไฟดังมาแต่ไกล
หลังจากที่นั่งคอยรถอยู่เป็นเวลานาน
เพราะรถไฟมาช้าไปครึ่งชั่วโมง
พลันให้นึกถึง......
เวลารถไฟมาช้าเราต้องรอรถไฟ
แต่ถ้าเราไปช้าทำไมรถไฟไม่รอเราบ้าง
ช่างไม่เป็นธรรมเลย...
รถไฟมาถึงก็ขึ้นรถหาที่นั่ง
เฮ้อ..นี่แหละหนาการรถไฟถึงย่ำอยู่กับที่
ไม่มีการพัฒนาเลย .......
นี่ขนาดเป็นรถไฟขบวนพิเศษ ขบวนท่องเที่ยว
รถออกจากสถานีดอนเมือง เวลา 8.00 น.
ผ่านมาสถานีรังสิต.....
สถานีต่อไปเป็นชุมทางภาชี
ต่อมาก็สถานีอยุธยา
ที่สถานีอยุธยาเริ่มมีคนขายของกินแล้ว
ไม่ลืมซื้อไก่ย่างรถไฟที่มีสีเหลืองๆ
ไอ่สีเหลืองๆจะมาจากอะไรก็ช่าง ( ผู้จัดรายการสภาพสุขไม่มา )
ได้ไก่ย่างค่อยเหมือนมารถไฟหน่อย อิ..อิ..
จากนั้น..รถไฟก็ไปเรื่อยๆ
สถานีแก่งคอย สระบุรี
มองเห็นภูเขาหิน ถ้าไม่ไดมาอีกสักปีสองปี
จะยังมีเหลือให้ดูเปล่าน๊า ก็เล่นระเบิดกันซะ
จากนั้นก็ไปถึง...ทุ่งดอกทานตะวัน
พนักงานก็เดินมาบอกว่าให้เวลาครึ่งชั่วโมง
ต่างคนก็ต่างรีบลงจากรถ ( ก็ให้เวลานิดเดียวเอง )
เธอมาจากไหน ฉันมาจากไหน ไม่รู้ แต่เรามีจุดหมายเดียวกัน ทุ่งดอกทานตะวัน
แต่วันที่ไปนั้นอากาศค่อนข้างร้อน
เจ้าดอกทานตะวันคอตกกันเป็นแถว
เวลาถ่ายรูปต้องขืนใจทานตะวันกันหน่อย
มือจับให้เธอเชิดๆหน้าหันมาหน่อยรูปจะได้สวย
เสียงวู๊ดรถไฟดังมาแล้ว.....
วู๊ดแรก....เป็นการเตือน
วู๊ดที่สอง....ต้องขึ้นรถแล้ว
วู๊ดที่สาม.....ถ้ายังไม่ขึ้น...บ๊าย.....บาย
จากนั้น..ก็เดินทางสู่ทางรถไฟสันเขื่อน
เมื่อถึงแล้วจะเหมือนอยู่บนรถไฟลอยน้ำ
ช่วงนี้วิวสองข้างทางสวย สวยสมใจที่มา
รถไฟจอดให้เราได้อิ่มเอมกับวิวสองข้างทาง
ให้ได้เก็บภาพแห่งความทรงจำ
ต่อจากนี้ไปก็มุ่งหน้า..เขื่อนป่าสักชลสิทธิ์
มาถึงเขื่อนป่าสักก็จอดให้เวลาอีกสองชั่วโมง
ช่างให้เวลาน้อยจริงๆ ยังไม่ทันไปไหนเลย
นั่งรถรางไปดูทุ่งดอกทานตะวันพันธ์ใหม่
ดอกทานตะวันสีแดง และเหลืองปุยฝ้าย
ไปดูดอกทานตะวันกลับมาก็ไม่มีเวลาพอ
เลยไม่ได้ไปดูตัวเขื่อนป่าสักเลย
ถ้ายังดันทุรังไปมีหวังตกรถไฟแน่ๆ
ที่ตอนมารถยังมาช้า เรายังคอยได้เลย
แต่พนักงานรถไฟบอกว่าถ้ามาช้าไม่มีคอยนะ
เห็นมะ....ความยุติธรรมอยู่ที่ไหน
เลยตัดสินใจไม่ไปที่ตัวเขื่อน
เดินเล่นอยู่แถวๆนั้น
ด้วยเหตุนี้ทำให้ไม่มีรูปตรงนี้มาฝาก
จากนั้นก็กลับถึงกรุงเทพโดยสวัสดิภาพ
ป.ล.
แต่มีเรื่องกวนใจอีกเรื่อง
น่าขอบ่นหน่อยน๊า
คือมีคนที่นั่งตรงข้ามเราบนรถไฟ
คุณเธอกินอะไรก็ทิ้งเศษทิ้งเปลือกลงทางหน้าต่าง
เราแกล้งทำบ่นเสียงดังๆแล้ว ยังไม่รู้ตัวอีก
เฮ้อ....เซ็งเป็ด...... November 29 โกหก.....คำเดียวหลายวันมานี้ได้ฟังเรื่องของเพื่อนคนหนึ่ง......
เค้าไปหาแฟนที่บ้านกลับเจอรองเท้าผู้หญิงอยู่หน้าบ้าน.....
เธอยังพร้อมที่จะให้อภัยชายคนรัก......
เธอพร้อมทำทุกอย่างเพื่อคนที่เธอรัก......
เธอข่างเป็นคนที่มีความอดทนสูงอะไรปานนี้.....
อย่างเราคงทำไม่ได้หรอก....
เพื่อนเราหลายคนได้ยินเรื่องของเรา......
เค้าว่าเราบ้า.......
แต่เราทนไม่ได้จริงๆ.....
เรื่องมีอยู่ว่า......
ครั้งหนึ่งเราได้คบกับคนๆหนึ่ง
คนที่จนทุกวันนี้เรายังไม่รู้ความจริงว่า
เหตุที่เราพบกันเป็นอุบัติเหตุหรือจงใจ
แต่เราก็ไม่ได้สนใจว่าจะเป็นแบบไหน
เพราะเราเลือกที่จะสานสัมพันธ์
คบกันอยู่ได้ระยะหนึ่ง.....
ไปกินข้าว.....
ไปดูหนัง......
ไปเดินเล่น......
ความสัมพันธ์เป็นไปด้วยดี
แต่เรื่องก็เกิดขึ้นจนได้......
วันหนึ่งเค้าก็โทรศัพท์มาหาเหมือนเช่นเคย
เราเดินมารับโทรศัพท์หลังจากเด็กเดินไปตาม
พอยกหูโทรศัพท์ขึ้นมา.......
ได้ยินเสียงทางปลายสายดังว่า........
โทรหาใครอ่ะ ( เสียงผู้หญิง )
เพื่อน ( เสียงผู้ชาย )
เพื่อนผู้หญิงหรือผู้ชาย ( เสียงผู้หญิง )
เพื่อนผู้ชาย ( เสียงผู้ชาย )
แต่เมื่อกี้ชื่อเหมือนผู้หญิง ( เสียงผุ้หญิง )
ผู้ชายชื่อ...... ( เสียงผู้ชาย )
พอฟังได้แค่นี้.......โดยไม่พูดอะไรสักคำ
หูโทรศัพท์ก็วางลงแป้นทันที
หลังจากนั้นไม่ถึง 5 นาที เค้าก็โทรมาอีก
เรารับแล้วก็บอกไปว่า.......
ไม่ต้องโทรมาแล้วนะ.......
เราจบทุกอย่างได้เพียงแค่คำโกหก...คำเดียว
November 28 ชีพจรลงเท้า เอ...พักนี้เป็นอะไรน๊า.......... เบื่อไปหมดทุกอย่าง
อยากจะไปหาที่พักกายพักใจ.......
อยากจะไปมันเรื่อยๆสักพัก.......
อยากจะหาที่นั่งนิ่งๆทบทวนสิ่งต่างๆที่ผ่านมา
สงสัยเป็นเพราะอากาศเย็นๆ
พออากาศเย็นๆทีไรมันมีความรู้สึกเหงาๆ
เลยอยากไปนั่งมองฟ้า....มองท้องทะเล
นอนนับดาว....จ้องมองสายหมอก
ตื่นมารับกลิ่นดิน...ดูดอกหญ้าบาน
เฮ้อ...แค่คิดรอยยิ้มก็มาได้
ถ้าจะบ้าแล้วเรา........
เรื่องของเรื่องก็แค่หาเรื่องเที่ยว
แค่ชีพจรลงเท้า
November 23 เส้นขนานก็เธอและฉันเรามั่นในรัก
สองใจประจักษ์พิทักษ์รักมา
นั่นเราต่างรู้อยู่ในดวงใจ
หากขาดใครจะอยู่ได้หรือ
แต่ผิดใจกันช่างหวั่นหนักหนา
หลายครั้งหลายคราเพราะค่าเราสอง
ด้วยหยิ่งทนงมั่นคงความคิด
ไม่มีใครผิดไม่คิดจะพูดจา
เบื้องหน้าคือหวังอาจยังไม่สาย
ขอเดินแยกไปแม้ใจรักเธอ
November 01 เคยเล่นแผลงๆกันมั๊ย.......
ไม่ได้เขียนบล๊อคเสียนาน... วันนี้นึกครึ้มอกครึ้มใจ... หยิบเอาอัลบั้มเก่าๆมาดู.... เห็นรูปเพื่อนสนิทที่ตอนนี้ต่างแยกย้ายไปมีชีวิตของตัวเอง ... พักนี้ไม่ค่อยได้นัดเจอกัน เห็นรูปแล้วทำให้นึกถึงเรื่องเก่าๆ .. ก็เพื่อนกลุ่มนี้เรียนด้วยกัน จนเรียนจบก็ตะเวนเที่ยวด้วยกัน.. จากนั้นก็ต่างคนต่างไปใช้ชีวิตแบบของใครของมัน... ส่วนใหญ่โทรคุยกันบ้าง.... แต่ถ้าใครคนใดคนหนึ่งมีเรื่องสามารถรวมตัวได้ทันที... .......นี่แหละเพื่อน..... นั่งนึกถึงเรื่องเก่าๆตามอายุที่มีมากขึ้น ... พอนึกขึ้นมาได้เรื่องหนึ่งก็อดอมยิ้มไม่ได้.... เมื่อก่อนเราทำไปได้ยังไงน๊า.... เรื่องมันเกิดตอนนัดกันไปช๊อปปิ้งที่ห้างๆหนึ่ง .... พอรวมตัวกันเรียบร้อยก็เดินดูของนู้นของนี่ไปเรื่อยๆ... ความคิดเจ้ากรรมก็ปิ๊งขึ้นมาทันใด.. เดินไปกระซิบบอกเพื่อนว่า " เดี๋ยวเดินไปแผนกเสื้อผ้ากัน แต่ทุกคนห้ามพูด ให้ทำมือทำไม้คล้ายคนเป็นใบ้นะ " เพื่อนที่แสนดีไม่เคยขัดใจเพื่อนแม้แต่ครั้งเดียว... .....ตกลงพร้อมใจดำเนินการตามนั้น... พอถึงแผนกเสื้อผ้าก็เดินไปหยิบเสื้อตัวนั้นทีตัวนั้ที แล้วทำมือชี้โบ๊เบ๊ไปเรื่อย.. สักพักก็จะเห็นพนักงานขายคนที่หนึ่งเดินเข้าถาม ... พวกเราไม่พูดได้แต่ยิ้มให้... ต่อมาพนักงานคนนั้นหายไปสักครู่กลับมาพร้อมเพื่อนพนักงาน.. พร้อมมีเสียงลอยมา....... " น่าตาดีทั้งกลุ่มเลยนะ แต่น่าเสียดายเป็นใบ้ น่าสงสารเนอะ " จากนั้นพวกคุณเธอก็เริ่มวิจารณ์ไปต่างๆนาๆ.... การเล่นแบบนี้บางครั้งทำให้เราสามารถได้ยินอะไรบ้างอย่างที่ปรกติจะไม่ได้ยิน.... พอฟังพวกพนักงานวิจารณ์จนพอแล้ว....... เราก็หยิบเสื้อตัวหนึ่งเดินไปถามเค้าว่า...." เสื้อแบบนี้มีกี่สี " พนักงานคนนั้นถึงกลับตกใจหน้าถอดสีไปเลย..... พวกเราก็หัวเราะแล้วเดินจากไป.... หลังจากเดินดูของจนเมื่อยก็ได้เวลากลับบ้าน.... มายืนรอรถเมล์ที่หน้าห้าง... ความคิดอันบรรเจิดก็ปิ๊งมาอีก... เราเดินไปที่ริมขอบถนนแล้วเงยหน้าขึ้นไปมองบนห้าง.... เงยหน้ามองอยู่สักพัก ก็กวักมือเรียกเพื่อนคนที่หนึ่งออกมา แล้วกระซิบบอกให้เพื่อนเงยหน้ามองไปบนห้าง มองแล้วเฉยๆไว้นะ ... เพื่อนคนที่หนึ่งก็ทำตามโดยดี...... จากนั้นก็ทำแบบเดียวกันกับเพื่อนคนที่สอง...แล้วคนที่สาม.... จากนั้นคนที่รอรถเมลล์แถวนั้นต่างก็เริ่มทยอยออกมาเงยหน้ามองตาม... พอมาเงยหน้ามองตาม คนที่มาคนเดียวเงยหน้สมองแล้วก็ส่ายหน้างงๆ บางคนที่มีเพื่อนมาต่างก็กระซิบถามกันว่า " มองอะไรกันอ่ะ " จากนั้นไม่นานคนที่รอรถเมลล์เกือบทั้งหมอก็ออกมาเงยหน้ามอง..... แล้วต่างทำหน้างงๆ เค้าคงไม่รู้ว่าเรามองอะไร... ก็เค้าจะไปรู้ได้ไงว่าเรามองอะไร....... เพราะเราเองยังไม่รู้เลยว่ามองอะไร อิ...อิ.. ใครเคยเล่นอะไรแผลงๆในวัยเด็กบ้างมั๊ย
October 13 ขอบคุณความเหงา
ขอบคุณความเหงาที่ทำให้เราเจอกัน ให้ฉันได้เจอกับเธอที่แสนดี ในคืนที่มืดมิด ชีวิตที่ริบรี่ ยังมีดวงดาวที่แสนงดงาม ขอบคุณโลกนี้ที่มีคนอย่างเธอ ซื่งฉันได้เจอวันคืนที่ชื่นฉ่ำ พรุ่งนี้เป็นอย่างไรดีร้ายก็ตาม จะไม่มีวันพูดคำว่าเสียใจ โลกนี้จะเป็นอย่างไรถ้าไม่มีเธอ ครั้นเหลียวมองไปไม่พบเธอก็คงใจหาย ชีวิตจะเป็นอย่างไร ถ้าไม่มีเธออยู่ข้างกาย แล้วฉันจะไปร้องไห้กับใคร
โลกนี้จะเป็นอย่างไรถ้าไม่มีเธอ ครั้นเหลียวมองไปไม่พบเธจอก็คงใจหาย ชีวิตจะเป็นอย่างไร ถ้าไม่มีเธออยู่ข้างกาย แล้วฉันจะไปร้องไห้กับใคร ไม่รู้เลย ขอบคุณความเหงาให้เรารักกัน ให้ฉันได้ลืมความช้ำที่คุ้นเคย พรุ่งนี้เป็นอย่างไรไม่เสียใจเลย อย่างน้อยฉันก็ยังได้เคยรักเธอ อย่างน้อยฉันก็ยังได้เคยรักเธอ
October 12 ความรู้ใหม่ของหนู
ในวันเปิดเทอมของหนูน้อยคนหนึ่ง ผู้ซึ่งมีแม่คอยเลี้ยงดูตลอดยี่สอบสี่ชั่วโมง เปิดเทมอวันแรก แม่ก็เลยเป็นกังวล คอยพร่ำสอนพ่อหนูน้อยตลอดเวลา " ลูกจ๋าวันนี้หนูจะไม่ได้อยู่กับแม่ตลอดแล้วนะ " " ลูกจ๋าหนูไปโรงเรียนหนูอย่าซนนะจ๊ะ " " ลูกจ๋าสุดที่รักของแม่อย่าดื้อกับคุณครูนะจ๊ะ " " ลูกจ๋าเวลาโรงเรียนเลิกแม่จะรอรับหนูตรงนี้นะลูกจ๋าสุดที่รักของแม่ " พอตกเย็น รถโรงเรียนก็พาพ่อหนูน้อยมาส่ง เมื่อพ่อหนูน้องลงจากรถก็เห็นหน้าแม่มาคอยรับตรงที่บอกไว้ เมื่อแม่ได้เห็นพ่อหนูน้อยก็เข้าไปโอบกอดด้วยความคิดถึง แล้วแม่ก็ถามพ่อหนูน้อยว่า " ลูกจ๋าวันนี้ไปโรงเรียนวันแรกเป็นอย่างไรบ้างจ๊ะ " " ลูกจ๋าหนูได้เรียนรู้อะไบ้งจ๊ะสุดที่รักของแม่เล่าให้แม่ฟังหน่อยสิจ๊ะ " พ่อหนูน้อยหันไปมองหน้าแม่ แล้วตอบว่า " หนูรู้แล้วครับว่าหนูไม่ได้ชื่อลูกจ๋า ไม่ได้ชื่อสุดที่รัก แต่คุรครูบอกว่าหนูชื่อเดวิดครับ "
October 09 เทศกาลกินเจ.....เทศกาลกินเจ
จะเริ่มกินกันตั้งแต่วันที่ 1เดือน9 ( นับตามตำราจีน )
หรือหลังวันไหว้พระจันทร์ประมาณ 15 วัน
กำหนดระยะเวลากินประมาณ 9-10 วัน
ที่มาของเทศกาลกินเจ
บางตำราก็ว่าเพื่อให้ร่างกานแข็งแรงเพราะได้ให้ร่างกายพักเนื้อสัตว์
เป็นการชำระล้างร่างกายให้สะอาด
แต่บางตำราว่าเพื่อรำลึกถึงพวก " หงี่หั่วท้วง "
ซึ่งเป็นนักรบพวกหนึ่งที่ช่วยออกไปต่อต้านแมนจู
และอีกตำราก็ว่าเพราะช่วงนี้เรียกว่าเป็นช่วงที่ " ฮุดโจ้วเฮี้ยง " ที่สุด
แปลว่า เป็นช่วงที่พระพุทธศักดิ์สิทธิ์ที่สุด
และองค์ที่ลงมาโปรดสัตว์คือ " เก้าอ๊วงฮุดโจ้ว "
จึงเชื่อว่า ใครตั้งจิตอธิษฐานมักจะสมปรารถนา
กรรมวิธีการกินเจ
ไม่มีอะไรมากเพียงแต่ ก่อนกินก็ให้ตั้งจิตอธิษฐาน
แต่ถ้าใครเคร่งมากมักจะนุ่งขาวหม่ขาวตลอดเทศกาลด้วย
ศาลเจ้าที่คนกินเจนิยมไปไหว้
-วัดเล่งเน่ยยี่หรือวัดมังกร
-ศาลเจ้าไต้ฮงกง ตรงข้าม สน.พลับพลาไชย
-โรงเจชิกเซี้ยม่า ที่วงเวียน 22 กรกฎา
-โรงเจเตี่ยชูหั่ง ตรงสำเพ็ง
เทศกาลกินเจวกมาอีกปีแล้ว
ดีใจด้วยกะคุณวัว คุณหมู คุณเป็ด คุณไก่ และสรรพสัตว์ทั้งหลาย
ที่จะมีโอกาสยืดชีวิตไปอีก10วัน
หลังจากนั้นชีวิตใครก็ชีวิตมันหนีกันเอาเอง ปลาทูย้ายทวีปเมื่ออาทิตย์ที่แล้วน้องสาวบ่นอยากกินปลาทูต้มส้ม
แม่แสนใจดีรีบทำทันใด
พอทำเสร็จไหงปลาทูต้มส้มถึงดำแบบนี้
แม่บอกว่าจะได้มีสีสันไงล่ะ
(ความลับมาแตก ตรงแม่ครัวมากระซิบบอก )
แม่หยิบขวดผิดจะหยิบซิอิ้วขาว แต่ไปหยิบเป็นซิอิ้วดำแทน
ปลาทูต้มส้มจึงออกมาค่อนไปทางดำ
มาอาทิตย์นี้ แม่ตั้งใจจะแก้ตัวใหม่มั่ง
เริ่มทำปลาทูต้มส้มอีกครั้ง
พอทำเสร็จไหงปลาทูต้มส้มมันถึงขาวจัง
แม่บอกว่า ก็ครั้งก่อนบอกว่ามันดำไง
คราวนี้ขาวสมใจรึยังล่ะ
อิ..อิ...นี่แหละแม่เรา
เรารู้แล้ว.......
เมื่ออาทิตย์ที่แล้วปลาทูมันว่ายแถวแอฟริกาใต้
มาอาทิตย์นี้มันมาแถบสแกนดิเนเวียแล้ว
โถ....แม่ปลาทูมันย้ายทวีปก็ไม่บอก
ตะเลง...ตะเลง...ตะเลง...
ตะเลง...ตะเหล็ง...ตะเล้ง...
เต่งเต่งเต่งเต้ง...............
October 08 ทริปนี้มีงอน.....ก่อนไปเที่ยวก็หอมแก้มลาแล้วนะ กลับมายังงอนอีก
ลูกสาวแสนสวย เธอทำเป็นงอน
ตอนกลับเข้าบ้านเธอวิ่งมาดูแล้วก็กลับไปนอนต่อ
เชอะ......ทำเป็นไม่สนใจ
ไม่สนใจแล้วร้องทำไมทุก5นาที
( ตอนที่ไม่ได้ร้องเพราะลืม นึกได้ทีร้องที )
สักพักเห็นว่าไม่ไปง้อแน่ๆ เพราะแม่หนูหมดสภาพ
หนูเลยต้องมานอนข้างเตียงแทน
นี่แหละที่ทำให้ไม่อยากไปเที่ยวค้างคืนที่ไหน
สงสารลูกทั้งสอง (น้องหมากะน้องนก )
แต่น้องนกค่อยยังชั่วหน่อย พอที่จะหาอะไรอุดปากได้บ้าง
เมื่อมีของกินเธอจะหยุดร้องเป็นระยะๆ
( ปากหนูไม่ว่างค่ะ )
พอของกินหมดเธอก็หวีดๆต่อ
กรรมของคนบ้านนี้...... ทริปเพชรบุรีวันที่6ตุลาคม2550 ไปเที่ยวเพชรบุรีกับคลื่น 97.75 รายการสภาพสุข สุขภาพ......
เริ่มจาก การตื่น ต้องตื่นเช้ามาก ตื่นมาเกือบตีสี่แล้ว ( จริงๆนะ ยังไม่ตีสี่ ) เพราะถ้าเลยตีสี่ไปมีหวังไม่ได้อาบน้ำแน่
จากนั้นต้องวิ่งลงมาเสียบกาต้มน้ำชงกาแฟก่อน ( ถ้าไม่ได้กินกาแฟตอนเช้าเดี๋ยววีนแตกแน่ )
เป็นโรคกลัวพร่องคาเฟอีน จากนั้นก็ขึ้นไปอาบน้ำ ล้างหน้าแปรงฟัน เสร็จก็เกือบตีสี่ครึ่งแล้ว
ลงมากินกาแฟแล้วต้องรีบออกจากบ้าน นัดคุณอ้วนกลมที่สะพานใหม่ตีห้า
ก่อนออกจากบ้านร่ำลาลูกสาวก่อนออก หอมแก้มซ้ายทีแก้มขวาที ไปล่ะนะ
กำลังปิดประตูรั้วอยู่ รถเมล์เจ้ากรรมวิ่งผ่านหน้าไปซะฉิบ ใจร้ายโบกให้รอก็ไม่รอ
เชอะรอคันใหม่ก็ได้ แต่ว่าคุณอ้วนคอยแย่เลย แท๊กซี่ก็ไม่ผ่านมาให้จี้คอไปซักคน
รออยู่พักหนึ่งรถก็มา กระโดดขึ้นเลย (นึกในใจ ลูกพี่ซิ่ง )
แฮะ..แฮะ...เจ้ากรรมรถลำลูกกามันรถหวานเย็นหนิหว่าเร่งเท่าไหร่ก็ไม่ขึ้น
ตีห้าแล้วรถยังไม่ถึงสะพานใหม่เลย โทรหาคุณอ้วนก่อน เดี๋ยว คุณอ้วนไม่คอยเราหลงแน่
แต่คุณอ้วนใจดี๊ใจดี คอยเราอยู่ เรากะคุณอ้วนไม่เคยเห็นหน้ากันจะรู้มั๊ยน๊า
แต่ที่แปลกใจคือพอลงรถปุ๊ป เราเห็นผู้หญิงคนหนึ่งยืนอยู่เราก็มั่นใจเลยว่านั่นคือ อ้วนกลม แน่ๆ
ก็เป็นจริงเช่นนั้น แปลกมั๊ยล๊า จากนั้นก็นั่งแท๊กซี่ต่อจุดหมายที่สอง ป้ายรถบีทีเอสที่หมอชิต
แตงโมกะมะลิคอยอยู่แล้ว แต่ที่เสียดายที่สุดคือคุณอ้อแอ้มาไม่ได้ ( เสียดาย..จริงๆ )
ไปถึงหมอชิตก็เจอแตงโมกะมะลิรออยู่แล้ว รวมพลเสร็จก็ไปยังจุดหมายที่สาม สวนสันติชัย ปราการ
ไปถึงสวนสันติชัย ปราการ เจอตาหวาน เจอพี่น้อง เจอคุณวรรณ ทุกคนน่ารักมากกกกกกก....
แต่ที่ค่อนข้างผิดหวังนิดหน่อยก็คือน้องยุดของเรา แอบทำแอ๊บแบ๊ว นึกว่าเด็ก ( ล้อเล่นน๊า )
คุณส.ยุดก็น่ารักดี ทุกคนสนิทสนมกันเร็วมาก เหมือนเคยเจอกันมาสักชาติหนึ่งมั๊ง
รออยู่สักพัก รถก็มาต่างขึ้นไปจับจองที่นั่ง เราไม่ลืมคุณเสือฝากให้จองที่ให้
แต่ต้องขอโทษคุณเสือจริงๆนะ ที่ๆตั้งใจจะจองไว้ให้ เกิดไม่ได้อ่ะ ( หน้าห้องน้ำ )
เลยต้องมาจองที่นั่งแถวหน้าเราไป
พอคุณเสือมาถึง คุณเสือว่าเราทำหน้าตกใจ เราไม่ได้ตกใจจริงๆนะสาบานได้
เราแค่ช๊อคไปชั่วขณะเท่านั้นเอง
รถกว่าจะออกจากสวนสันติชัย ปราการก็ประมาณ7.00 น.
ที่แรกที่ไปคือ เขาวัง
ไม่ได้ไปเขาวังมานานมาก ตั้งแต่มีกระเช้าเพิ่งไปหนนี้หนแรก
ก็ดีหน่ะที่มีกระเช้าแต่ไม่ค่อยได้รสชาติเท่าไหร่ ชอบแบบสมบุกสมบันอ่ะ
สงสารแต่ลิง ที่มีเจ้าหน้าที่คอยเอาหนังสติ๊กยิง ไม่ให้ลงมา
ที่ที่สอง คือ ถ้ำเขาหลวง
ไม่เคยมาเลยถ้ำเขาหลวงเนี่ย ไปเพชรบุรีทุกปีอยู่แต่ทะเล
ในถ้ำมีพระให้ไหว้แยอะแยะ เราสงสัยบาปแยะ เลยเฉยๆกับการไหว้พระ
แต่ที่ชอยคือหินย้อยที่มันย้อยลงมา เรารู้สึกว่าธรรมชาตินี่ช่างเก่งจริงๆ
สรรสร้างงานได้สวยงามนัก
จากนั้น...เราก็ไปทานอาหารกลางวันกัน
ที่ที่สาม คือ พระราชวังมฤคทายวัน
สวยงามมากๆ เราว่าเข้าไปแล้วรู้สึกถึงความรักและความอบอุ่น
ทุกอย่างดูสวยงาม สบายตา โรแมนติคดี
เหมือนกับว่าเธอกับฉันไม่เคยขาดจากกัน เพราะไปทางไหนก็มีระเบียงเชื่อมถึงกันตลอด
ที่น่าเสียดายคือ พระพิรุณไม่เป็นใจ เทลงมาทำให้ทุลักทุเลนิดหน่อย
แต่ก็ไม่เป็นไร ก็ดีทำให้อากาศไม่ร้อน ( ขอบคุณคะพระพิรุณ )
จากพระราชวัง เราก็มาทานอาหารกันที่ชะอำ ร้านครัวเม็ดทราย
อาหารใช้ได้ทีเดียว (จริงๆนะ ไม่ได้เอาใจผู้จัด ) ก็เราลิ้นจรเข้หนิ
พอทานอาหารเสร็จก็ถึงคราวที่จะต้องเดินทางกลับแล้ว
เวลาแห่งควาสุขชั่งสั้นจริง
กลับถึงกรุงเทพประมาณสี่ทุ่มแล้ว
เรานั่งรถกลับพร้อมอ้วนกลม มะลิ และแตงโม
แต่สามคนเค้าลงตรงหมอชิต ส่วนเรานั่งเลยไปลงคอนโด
พอถึงคอนโด พี่สาวลงมารับ ขึ้นห้อง
เมื่อกี้ยังบอกว่าไม่เหนื่อยอยู่หยกๆ
แต่ตอนนี้เรี่ยวแรงมันหายไปไหนหมด
ทิ้งตัวโครมลงบนเตียง
เสียงพี่สาวลอยมา ไม่อาบน้ำเหรอ
ไม่มีเสียงตอบ ได้แต่สั่นหน้าอยู่บนเตียง
จากนั้นวิญญาณก็ล่องลอย........
ตื่นอีกตอนได้ยินเสียงโทรศัพท์ แม่โทรมา
ถามว่าจะเข้าบ้านไปกินข้าวเช้าด้วยเปล่าจะได้คอย
ตอบแม่ว่า ไป..ไป..
จากนั้นก็หอบร่างลงไปนอนต่อในรถ พี่สาวขับไป
ถึงบ้านลงจากรถกินข้าว แล้วก็นอนต่อ
บ่ายโมงกว่าๆ แม่มาเรียกกินข้าวอีก
ลุกขึ้นมาล้างหน้า กินส้มตำ น้ำตก คอหมูย่าง
เสร็จแล้วลงไปนอนต่อ
ตื่นมาอีกที่มาดูจูมง
ไม่เหนื่อยจริงๆนะ แต่ไหงหลับได้หลับดีก็ไม่รู้
กระซิบ ( เพิ่งได้อาบน้ำก็ตอนตื่นมาดูจูมงเนี่ยแระ )
อยากบอกทุกๆคนว่า ......
ทุกๆคนน่ารักมาก..มีความสุขกับการไปเที่ยวครั้งนี้
สัญญาว่าครั้งหน้าก็จะไปอีก
และขอขอบคุณผู้จัดด้วยคะ
ป.ล. วันนี้ต้องใช้สีชมพูให้เหมือนกับเสื้อ October 01 กายป่วย.....ใจไม่ป่วยระลึกถึงความตายสบายนัก
มันหักรักหักหลงในสงสาร
ทั้งมืดมนโมหันต์อันธการ
ทำให้หาญหายสะดุ้งไม่ยุ่งใจ
ถึงกายแพ้แต่ใจเราไม่แพ้
ใจไม่แก่เจ็บตายตามกายหนา
กายนี้มันจะเน่าเราก็ลา
ไปสวรรค์ชั้นฟ้านิพพานเอย
ศ.เกียรติคุณ พญ.สุมาลี นิมานนิตย์
คัดลอกมาจากบทสัมภาษณ์ของ ศ.เกียรติคุณ พญ.สุมาลี นิมานนิตย์ เรื่องกายป่วย ใจไม่ป่วย ในหนังสือแพรว
อาจารย์เป็นผู้ก่อตั้ง " โครงการรักษาใจยามเจ็บป่วย "
September 28 รังแค.....รังแกฉัน
อย่าปล่อยให้รังแคทำให้คุณขาดความมั่นใจ รังแคแก้ไขไม่ยาก วันนี้เอาสูตรขจัดรังแคมาฝาก ส่วนผสม..... - น้ำขิงคั้นสด 4 ช้อนโต๊ะ - น้ำมันงา 3-4 ช้อนโต๊ะ วิธีทำ..... 1. ผสมน้ำขิงสดกับน้ำมันงาให้เข้ากัน 2.ล้างผมให้เปียก 3.นำส่วนผสมที่ทำไว้มาชโลมเส้นผมให้ทั่วและนวดหนังศีรษะด้วย 4.ทิ้งไว้สัก 5 นาที แล้วล้างออกด้วยน้ำสะอาด 5.สระผมด้วยแชมพูตามปกติ
September 26 แด่คนเคยรัก.....แด่คนที่ฉันเคยรัก แด่คนที่เคยซื่อตรง
ที่พาชีวิตฉันพลัดฉันหลงไม่มีชิ้นดี
เธอทำให้ฉันหัวเราะ เธอทำให้ฉันร้องไห้
เธอทำให้ชีวิตฉันมีความหมาย ฉันตายทั้งเป็น
ฉันมันไม่ดีตรงไหน โง่เกินไปหรือเปล่า
แผลที่เธอทำมันลึกมันร้าวมันเข้าไปฝังใจ
ฉันมันไม่ดีตรงไหน จะบ้าจะตายเพราะเธอ
หัวใจยังจำยังคิดเสมอถึงเธอคนทำ
เธอทำให้ฉันหัวเราะ เธอทำให้ฉันร้องไห้
แต่คงเป็นคนสุดท้ายที่ฉันนั้นยอมให้ทำ
September 24 ภาพแห่งความทรงจำ.......
ภาพความทรงจำเก่าๆ......... ภาพชายชรารูปร่าสันทัด สูงโปร่ง ชายชราที่ไม่เคยโกรธ ไม่เคยโมโห ไม่เคยเสียงดัง ชายชราที่ใบหน้าเต็มไปด้วยรอยยิ้มตลอดเวลา ชายชราที่แสนใจดี มีน้ำใจ ชายชราที่เสมอต้นเสมอปลายกับหญิงที่รัก นี่คือภาพของปู่ที่เราเรียกว่า " อากง " ---------------------------------------------------------- ตั้งแต่เล็กจนโต จำความได้......... เราไม่เคยเห็นอากงโกรธหรือโมโหใครเลย อากงไม่เคยพูดจาไม่เพราะ และให้เกียรติทุกคน อากงเดินไปไหนก็จะมีคนทักไปตลอดทาง อากงก็จะพูดคุยด้วยบ้าง ยิ้มให้บ้าง แล้วแต่ว่ารีบแค่ไหน อากงอยู่สมาคมคนจีนแถวบ้าน ต้องไปช่วยงานที่สมาคมเสมอ อากงเป็นกรรมการศาลเจ้า เวลาศาลเจ้ามีงานอากงก็ไปช่วยไม่เคยขาด ----------------------------------------------------------------- เมื่อก่อนอากงติดบุหรี่มาก ใครขอให้เลิกอากงก็ไม่ยอม แต่พอไม่นานเพื่อนของอากงเริ่มจากไปด้วยโรคปอด อากงคงรู้สึกกลัว จากนั้นอากงก็เลิกสูบบุหรี่ แต่อากงหันมาติดยานัตแทน เราดีใจที่อากงเลิกบุหรี่ได้ ------------------------------------------------------------------ ภาพที่เราไม่เคยลืม............ คงเป็นภาพความรักของชายคนหนึ่งที่มีต่อหญิงที่รัก เราไม่รู้หรอกว่าเมื่อตอนอากงหนุ่มๆ อากงแสดงความรักยังไง แต่ภาพที่เราเห็นคือ............ ชายชราคนหนึ่งต้องเดินเข้าตลาดอาทิตย์ละสองครั้ง เป้นเวลานานนับสิบปี เพื่อไปซื้อกล้วยน้ำหว้าไปให้หญิงอันเป็นที่รัก ( หญิงที่รักคือย่า ที่เราเรียกว่า " อาม่า " นั่นเอง ) เรากับอากงไม่ได้อยู่บ้านเดียวกัน........ แต่มีอยู่ครั้งนึงเราจำได้ว่าอากงเพิ่งไปตลาดซื้อกล้วยเมื่อวานนี้เอง เอ๊ะ...วันนี้อากงมาซื้ออะไรอีกนะ เราเดินไปถามอากงว่าจะไปไหน อากงบอกว่าจะไปตลาดหาซื้อกิ๊บติดผมให้อาม่า อาม่าเราไว้ผมมวยเลยต้องให้กิ๊บไว้ติดผมมวย เราอาสาว่าจะไปซื้อให้ แต่อากงไม่ยอมบอกว่าต้องซื้อเอง เดี๋ยวอาม่าไม่ถูกใจ เราได้แต่อมยิ้ม.......... เรารู้ว่านี่แหละเป็นความสุขของอากงที่เค้าได้ทำ ---------------------------------------------------------------- เวลาผ่านมา 6 ปีแล้วสินะที่อากงจากเราไป ใกล้จะถึงวันที่อากงเสียแล้ว แต่ภาพของอากงยังอยู่ในความทรงจำของเราไม่ลืมเลือน รักและคิดถึงอากงเสมอค่ะ
September 22 สวยใสไร้สิวฝ้า............
อุตส่าห์เป็นแฟนรายการสภาพสุข สุขภาพ มาเป็นปี จะไม่เขียนเรื่องเกี่ยวกับสุขภาพบ้างเสียชื่อหมด อิ..อิ... คราวนี้ขอเอาสูตรหน้าสวยแก้ปัญหาสิวฝ้ามาฝากล่ะกัน พอดีตอนนี้ที่นี่มะม่วงเริ่มออกแล้ว ส่วนผสม..... เนื้อมะม่วงสุก 1 ถ้วย วิธีทำ..... 1.ล้างหน้าให้สะอาด พร้อมกับซับหน้าให้แห้ง 2.ยีเนื้อมะม่วงสุกให้ละเอียด 3.นำเนื้อมะม่วงสุกที่ยีแล้ว มาพอกให้ทั่วใบหน้า ทิ้งไว้จนรู้สึกแห้งตึง 4.ล้างออกด้วยน้ำสะอาด แล้วซับหน้าให้แห้ง 5.ทำสัปดาห์ละ2 -3 ครั้งเป็นประจำ อยากสวยหน้าใสไร้สิวฝ้าอย่าลืมทำเป็นประจำนะคะ |
|
|